ความจริงที่แสนปวดใจ เปิดบล๊อกนี้ชมทีไร บนวินโดวส์สวยกว่าบนลินุกซ์ทุกที
ใช้หมาไฟเปิดเหมือนกันฮะ บน XP ก็สวยสมประกอบดี แต่บน Ubuntu กลับเละเทะไม่เป็นท่า (เด๋วกลับไปห้องแล้วจะแคบเจอร์ภาพมาให้ดูฮะ) ไม่รุ้จะแก้ยังไงเลย จะให้เอาฟ้อนต์ของ Windows มาใช้ใน Linux ก็ใช่เรื่อง เหนื่อยใจเจง ๆ เกินกำลังจะ Config แร้วว
วันนี้ เป็นวันที่ผมยอมรับความจริงอีก 1 ข้อที่ว่า หากต้องทำงาน หรือใช้เอกสารร่วมกับคนที่ใช้ MS Office เราก็คงเลี่ยง MS Office ไม่ได้ ถึงแม้ว่า OO.o จะสมบูรณ์เต็มที่ของมันแล้ว แต่ก็นะ วันนี้ลองเปิดไฟล์ excel ลงเวลาทำงานมาแก้ไขเพื่อจะส่ง โดยใช้ OO.o เละเทะซะไม่มี ฟ้อนต์ที่ใช้เปิดคือ AngsanaUPC คล้าย ๆ กะฟ้อนต์ที่ใช้ในวินโดวส์แหละครับ แต่เละเทะซ๊าาา สยองเลยอะ
ลองเปลี่ยน Font มาใช้ของเดิมที่คู่กับ Linux อย่างพวก DejaVu ก็อืม…พอจะอ่านออกแหละ (แม้ว่าจะผิดสัดส่วนไปเยอะพอสมควร) แต่ไม่รู้ว่า เมื่อส่งไปให้เค้าเปิดบน Windows แล้ว จะเละเทะไหม (ว่าไปทำไมไม่ลองหว่า ง่าวเจง ๆ)
สรุปแล้ว ยอมแพ้ครับ และยอมรับความจริงข้อที่ว่า Ubuntu ไม่ได้ดีไปกว่า Windows ในเมื่อผมตัดสินใจลบวิสต้าทิ้งไปแล้ว แน่นอนครับ คงไม่ซนไป Dual Boot กันอีกหรอก เพราะขืนลง Vista ไปตอนนี้ GRUB Boot Loader หายวับแน่ ๆ (เห็นแก่ตัวเจง ๆ MS นี่ อิอิอิ) ก็ลงผ่าน VMWare Server นั่นแหละครับ
เหอะ ๆ ๆ พอพบความจริงอีกข้อที่แสนสะเทือนใจ ก็ทำให้รู้สึกได้เลยว่าคิดถูกที่ใช้ Ubuntu เพราะเมื่อเปิด XP ใน VMWare ที่ใช้ Ubuntu เชื่อไหมครับ ฟังเพลงด้วย เปิด Firefox ทิ้งไว้ใน Ubuntu ด้วย เปิด VMWare รัน XP ด้วย กินแรมไปแค่ 500 เมกนิดๆ เท่านั้นเอง ลองเป็นวิสต้าสิ ป่านนี้ทานแรมทะลุ 1 GB ไปไกลโขแร้ววว อู๊ยย แทบจะจูบ Ubuntu ให้ปากเบินเลยทีเดียว (ดังกับว่าทุกวันนี้ยังเบินไม่พอ)
ข้อเสียของ VMWare Server เวอร์ชั่น Free คือ ไม่มีระบบ Share Folder จาก Host ไป Guest ต้องแชร์โดยใช้ระบบของ OS เอง ซึ่งจนบัดนี้กระผมก็ยังแชร์มะได้เลยครับ ตัดใจไม่ชงไม่แชร์มันละ เอา XP ไว้ใช้ MS Office อย่างเดียวก็พอ (รวมทั้งออนเอ็มด้วยฮะ อิอิอิ)
- — - - - - - - - - - - —- - - - - - - –
ไม่ทราบว่ามีใครใช้ Epiphany หรือ เวบเบราเซอร์ของ Gnome บ้างไหมครับ แปลกใจจริง ๆ ภาษาไทยกับ Epiphany ไม่มีปัญหาเลยซักนิด การตัดคำ การเว้นวรรค สมบูรณ์แบบมาก ๆ ผิดกับ Firefox 2 อย่างสิ้นเชิง ปรับ Font เหมือนกันเด๊ะ แต่ก็ยังขาด ๆ เกิน ๆ เละเทะอยู่ดี . . . สงสัยต้องรอ Firefox 3 จริงจังเสียแล้วสิืเรา เฮ้อ..! (ทึ่ง Epiphany มากครับ เสียแต่ความยืดหยุ่นมันไม่เท่า FF เท่านั้นเอง ไม่งั้นมีเฮ)
จบ! Waiting For The Final Release of Firefox 3 ฮับ
ให้ Notepad เป็นไดอารี่ฉบับกระเป๋า
ขอบคุณกระทู้นี้ ที่ช่วยเปิดทางสว่างให้ (จริง ๆ ก็ได้มาจาก Zickr! นั่นล่ะฮับ อิอิอิ) เอาล่ะ มาว่ากันเลย
ทั้งหมดนี่ก๊อบปี้เค้ามาทั้งดุ้นเลยนะครับ เนื่องจากขี้เกียจไปทำจริง ๆ กับ XP ใน VMWare
เปิด Notepad ขึ้นมาครับ แล้วพิมพ์คำว่า .LOG ในบรรทัดแรก
เสร็จแล้วก็ตั้งชื่อไฟล์ตามต้องการ และ Save as type > .text
ลองเปิดดู Notepad อันที่เราเซฟไว้ครับ
ทุกครั้งที่เปิดจะแสดงวันเวลา ณ ปัจจุบันเสมอ
ตัวอย่างครับ..
ที่มา : Paranoїd’s Zёcrёt! > .:Room:. > WorkShop > สนุกสนุกวันหยุด กับ Notepad ..!
เมื่อหนังสือคอมพ์ Move มาเป็นเวบไซด์ เข้าถึงได้ง่าย เนื้อหาได้ดังใจ ไร้โฆษณาเป็นปึ๊ง ๆ
คงต้องกล่าวถึงเสียหน่อย สำหรับหนังสือคอมพิวเตอร์ในยุคก่อนหน้านี้ เช่น ComNow, QuickPC ที่ตอนนี้ได้หายไปจากแผงหนังสือเรียบร้อยแล้ว เมื่อก่อน ผมเองซื้อหนังสือคอมพ์หลากหลาย และเยอะมากครับ ยืมเพื่อนก็เยอะเช่นกัน อ่านมันแทบทุกยี่ห้อ แต่ที่ซื้อประจำตั้งแต่เล่มที่ 3 ก็คือ PCToday ครับ ซื้อ (เกือบ) ทุกเล่มจนถึงทุกวันนี้ (ที่ว่าเกือบทุกเล่ม เพราะบางเดือนซื้อไม่ทันครับ - -’) เสน่ห์ของ PCToday คือ มีบทความ หรือเรื่องราว ที่หาจาก Internet ไม่ได้ ออกแนวเป็น How-To ของแท้ ที่มาจากประสบการณ์ของผู้ใช้จริง ๆ ซึ่งแปลก และแหวกแนวไปจากนิตยาสารทั่วไป
ผมไม่ได้บอกว่า เล่มที่ปิดตัวไปไม่มีคุณภาพนะครับ กลุ่มผู้อ่านเค้าก็เยอะอยู่ แต่ด้วยความที่หนังสือแนวนี้มีเยอะมาก เนื้อหาก็ซ้ำ ๆ กัน แน่นอนครับ เมื่อ Supply มหาศาล แต่ Demand เท่าเดิม และด้วยกระแสอินเตอร์เน็ต ที่ทำให้ผู้อ่านรับรู้ข่าวสารได้ไวกว่าหนังสือ ทำให้ปัจจุบัน เราเหลือนิตยาสารคอมพิวเตอร์ใบนแผงหนังสือน้อยลง กลับกัน มีเวบไซด์ หรือบล๊อก ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึง จากหนังสือ กลายมาเป็นเวบไซด์ด้วยครับ
เกริ่นมาซะยาวเฟื้อย ผมจะพูดถึงเวบนี้ครับ QuickPC Extreme ช่ายแล้วครับ จากทีมงานหนังสือ QuickPC นั่นเอง เวบของ QuickPC เค้ามีมาตั้งแต่ยังไม่หยุดทำหนังสือแล้วครับ มาช่วงหลังนี้ก็ตามเทรนด์แหละ มีส่วนที่เป็น Blog ด้วย และผมจะกล่าวถึง Blog นี่ละครับ
Ubuntu Battle : เมื่อของที่ว่าดี มาประชันกับของที่น่าจะดีกว่า
ตอน Ubuntu กำเนิดเกิดมาบนโลก ก็ว่าด้วยสโลแกนแบบแนว ๆ ที่เอา Debian ดิสโทรที่สุดแสนจะแข็งแกร่ง และสุดแสนจะใช้ยาก มาโมฯ ให้ใช้ง่าย อะโห…สร้างกระแสได้มากมายมหาศาล เพราะใคร ๆ ก็ยอมรับว่า .deb กับวิธี Apt-Get นั้น ง่ายว่า .rpm หรือ Yum อยู่มากมาย และด้วยความที่ Ubuntu Base On Debian จึงมีซอฟท์แวร์มากมาย ทั้ง Stable และ Beta, RC ให้ใช้กันมากมาย และสดใหม่กว่า RPM นั่นล่ะครับ หนึ่งในเหตุผลความดังของ Ubuntu เค้า
แต่ Ubuntu เอง ก็ดำเนินตามรอย Debian อยู่อย่างนึง คือ ปฎิเสธซอฟท์แวร์ประเภท Commercial และ ไม่โอเพนซอสต์ ข้อนี้ต้องแยกให้ออกระหว่างโปรแกรมฟรี ที่เปิดเผยซอสต์ และไม่เปิดเผยซอสต์นะครับ ตัวไหนฟรี แต่ไม่เปิด Source ก็ไม่ถูกจับมาใส่ไว้ด้วย (เรื่องมากน่าดู อิอิอิ) นั่นล่ะครับ Ubuntu จึงเป็นยาขมของ End-User ที่ผู้ใช้อย่างคุณ ๆ ผม ๆ ก็แหม…ลงไปปุ๊บ เน็ตก็ใช้ไม่ได้ จะฟังเพลงเสียงก็ไม่ออก จะเล่นแผ่น VCD หรือ DVD ก็ไม่ได้
ในเมื่อ Ubuntu ยัง Base On Debian ได้ จึงมีลินุกซ์ที่ Base On Ubuntu เหมือนกัน ทั้งที่เอามาโมดิฟายด์นิดหน่อย อย่างเช่น UbuntuClub.com Distro (ผมใช้อยู่) หรือ LinuxMint (เพิ่งเอาออกไป) หรือ FreeSpire และอื่น ๆ อีกมากมาย แน่นอนว่า เมื่อเอา Ubuntu มาโมฯ ก็ต้องกำจัดข้อเสียของ Ubuntu ทิ้งไปเหมือนกัน
ติดตั้งโปรแกรมแบบรวดเร็ว (จริง ๆ นะ)
ลืม sudo apt-get install xxx ไปได้เลยครับ
หากวันใด คุณเปิดเวบไซด์อยู่ พบ Package ที่อยากติดตั้ง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ต้องเปิด Terminal และพิมพ์คำสั่งยาว ๆ อีกแล้วครับ
ไปที่ Address Bar ของ Web Browser นั่นแหละ แล้วพิมพ์คำสั่งตามรูปแบบนี้
apt:xxx (xxx คือ ชื่อของ Package ที่จะติดตั้งนะครับ)
โอว แม่เจ้า แค่เนี้ย!
Example
apt:nagios2

พอกด Enter แล้ว ก็จะมี Pop Up นี้ขึ้นมา

กด YES ปุ๊บ ก็จะทำการดาวน์โหลด และติดตั้ง เหมือนเราใช้ Synaptic หรือ Add-Remove Program เลยครับ รวดเร็วซะไม่มี
อ้อ! เค้ามีชื่อเรียกนะครับ ชื่อของเจ้าวิธีนี้เรียกว่า
AptURL Protocol Handler
(เป็น Package ที่มีมาให้โดย Default ใน Ubuntu 7.10 นะครับ เวอร์ชั่นอื่นคงต้องออกแรง apt-get กันด้วยวิธีเดิมมาก่อนนะ อิอิอิ)
ที่มา : UbuntuGeek














